ประวัติหน่วยงาน
งานวิทยาการตำรวจ เริ่มมีความเป็นมาตั้งแต่ปี 2475
โดยเริ่มจากในสมัยนั้น มีประชากรประมาณ 14 ล้านคน ได้มีพระบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 ได้จัดวางโครงการตำรวจขึ้นใหม่โดยเปลี่ยนชื่อ “กรมตำรวจภูธร” เป็น “กรมตำรวจ” และให้เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยจัดแบ่งแผนงานโดยย่อยออกไปตามสมควรแก่รูปการ ในปีเดียวกันนั้น พระยาจ่าเสนาบดีศรีบริบาล รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย ได้จัดแบ่งแผนงานในกรมตำรวจสำหรับตำรวจสันติบาลโดยประกาศไว้ ดังนี้ ตำรวจสันติบาล ให้รวบรวมกรมตำรวจภูธร ตำรวจกองพิเศษ กับตำรวจภูธรกลางเป็นตำรวจสันติบาล มีหัวหน้าเป็นผู้บังคับการ 1 นาย แบ่งเป็นกองที่ 1 ,กองที่ 2, กองที่ 3 และกองตำรวจแผนกสรรพากร สำหรับกองที่ 3 มีระเบียนงานดังนี้ กองนี้เป็นกองวิทยาการตำรวจซึ่งต้องให้ผู้มีความรู้พิเศษ เช่น การตรวจพิสูจน์ลายมือของผู้ต้องหาหรือผู้ที่สมัครเข้ารับราชการว่าเคยต้องโทษมาแล้วหรือไม่ บันทึกประวัติของผู้กระทำความผิด การตรวจของกลางต่างๆออกรูปพรรณของหายและออกประกาศสืบจับผู้ร้ายซึ่งหลบคดีอาญา จึงสรุปได้ว่ากองที่ 3 ของตำรวจสันติบาลในสมัยนั้น คือ จุดกำเนิดของ กองทะเบียนประวัติอาชญากรและกองพิสูจน์หลักฐาน ต่อมา พ.ศ. 2476 ได้มีพระราชกฤษฎีกาจัดวางระเบียบราชการกรมต่างๆ ในกระทรวงมหาดไทยกำหนดงานของกรมตำรวจขึ้นใหม่ ซึ่งสำหรับกองตำรวจสันติบาลได้กำหนดไว้ดังนี้.
- กองกำกับการ 1 สืบสวนปราบปรามโจรผู้ร้าย
- กองกำกับการ 2 สืบสวนราชการพิเศษ
- กองกำกับการ 4 ทะเบียนตำรวจ
- กองกำกับการ 3 เทคนิคตำรวจ แบ่งเป็น 5 แผนกคือ แผนกทะเบียนพิมพ์ลายนิ้วมือ , แผนกบันทึกแผนประทุษกรรม , แผนกพิสูจน์หลักฐาน , แผนกบัญชีโจรผู้ร้าย , แผนกเนรเทศ และในปี พ.ศ. 2480 เพิ่มแผนกที่ 6 ทะเบียนต่างด้าว และไปอยู่ในสังกัดอื่น เมื่อ พ.ศ. 2484
ในปี พ.ศ. 2484 จำนวนประชากรเพิ่มขึ้นจำนวนประมาณ 16 ล้านคน จึงได้มีการปรับปรุงและขยายงานของกรมตำรวจโดยจัดตั้ง “กองสอบสวนกลาง”
พร้อมทั้งแยกงานทางด้านวิทยาการจากกองตำรวจสันติบาลมาขึ้นตรงต่อกองสอบสวนกลาง ในปี พ.ศ.2489 เปลี่ยนชื่อจาก กองสอบสวนกลางเป็น กองตำรวจสอบสวนกลาง และในปี พ.ศ. 2491 มีประชากรประมาณ 20 ล้านคน กิจการของกองตำรวจสอบสวนกลางได้เจริญรุดหน้า จึงยกฐานนะขึ้นเป็นกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และในกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางนั้น มี กองกำกับการหรือเรียกว่า “กองพิเศษ” และในปี พ.ศ.2495 ได้จัดตั้งกองวิทยการขึ้นใหม่ 12 พ.ค. 2496 ขณะนั้นมีประชากรประมาณ 23 ล้านคน กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ได้มีการปรับปรุงหน่วยงานให้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยเพิ่มกองบังคับการใหม่ขึ้นอีก 4 กองบังคับการ พร้อมทั้งได้มีการยุบ “กองพิเศษ” ไปรวมกับ “กองวิทยาการ” ที่ตั้งขึ้นใหม่ เพื่อต้องการให้ดำเนินงานทางด้าน พิสูจน์วัตถุพยาน ซึ่งเป็นงานของกองพิสูจน์หลักฐาน และการตรวจพิสูจน์ค้นคว้าตัวบุคคล ซึ่งเป็นงานของกองทะเบียนประวัติอาชญากร ซึ่งถือเป็นรากฐานของ “กองพิสูจน์หลักฐานและกองทะเบียนประวัติอาชญากร”
กองวิทยาการ แบ่งออกเป็น 3 กองกำกับการ คือ
กองกำกับการ 1
ประกอบด้วยแผนกถ่ายรูปสถานที่เกิดเหตุ แผนกเอกสารและวัตถุ แผนกหอทดลอง และแผนกพิพิธภัณฑ์ทางคดี
กองกำกับการ 2
ประกอบด้วยแผนกตรวจสอบลายพิมพ์นิ้วมือ แผนกตรวจเก็บลายพิมพ์นิ้วมือ แผนกการต้องโทษ และแผนกบันทึกแผนประทุษกรรม
กองกำกับการ 3
ประกอบด้วยแผนกสถิติคดีอาชญากร แผนกสถานดูตัว แผนกสืบจับและของหายได้คืน
13 ก.ย.2503 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ได้มีการปรับปรุงหน่วยงานใหม่โดยยุบ “กองวิทยาการ” ซึ่งตั้งมาได้ 7 ปี 4 เดือน 16 วัน
ออกจากสารบบทำเนียบราชการตำรวจ โดยแยกงานของกองนี้เป็น 2 กอง คือ กองพิสูจน์หลักฐาน และกองทะเบียนประวัติอาชญากร โดยการแยกงานด้านการพิสูจน์วัตถุพยาน และงานตรวจสอบพิสูจน์ค้นคว้าในด้านดัวบุคคลออกจากกัน และได้มีการปรับปรุงหน่วยงานทั้งสองให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ดังนั้น กองพิสูจน์หลักฐาน และกองทะเบียนประวัติอาชญากร จึงได้ถือกำเนิดเป็นหน่วยงานระดับกองบังคับการขึ้นตรงต่อกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ตามพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมตำรวจตั้งแต่วันที่ 13 กันยายน 2503 เป็นต้นมา
นอกจากนี้ เมื่อ ปี พ.ศ. 2500 สหรัฐอเมริกาได้ให้ความช่วยเหลือประเทศไทย โดยมองเห็นถึงความสำคัญของงานวิทยาการตำรวจ กรมตำรวจ จึงได้รับความช่วยเหลือจากประเทศสหรัฐอเมริกาในสัญญาที่เรียกว่า The Civil Police Administation Project (C.P.A.)
ในสมัย Mr.Tracey Park เป็นผู้อำนวยการ การช่วยเหลือเน้นหนักทางด้านวิทยาการตำรวจ และได้มีการลงนามในสัญญากับประเทศสหรัฐอเมริการะหว่าง พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ซึ่งเป็นอธิบดีกรมตำรวจในสมัยนั้น กับองค์การบริหารวิเทศกิจสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย U.S.O.M. เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2500 และการปรับปรุงการบริหารงานตำรวจในส่วนภูมิภาคก็เริ่มขึ้นตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา จนกระทั่งปี พ.ศ.2513 U.S.O.M. ได้หยุดให้ความช่วยเหลือการปรับปรุงวิทยาการในส่วนภูมิภาค จึงทำให้งานปรับปรุงวิทยาการในส่วนภูมิภาคหยุดชะงักลง จนถึงพ .ศ. 2523 ในสมัยของ พล.ต.อ.มนต์ชัย พันธ์คงชื่น เป็นอธิบดีกรมตำรวจ ได้ไปตรวจราชการในส่วนภูมิภาค ได้พบว่างานด้านวิทยาการขาดประสิทธิภาพ จึงได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานปรับปรุงวิทยาการ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของหน่วยงานวิทยาการในส่วนภูมิภาคให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในปี พ.ศ. 2533 ประชากรมีจำนวนประมาณ 56 ล้านคน และเนื่องจากลักษณะงานของวิทยาการอยู่กันอย่างกระจัดกระจาย วิทยาการตำรวจในส่วนกลาง คือ กองทะเบียนประวัติอาชญากร และกองพิสูจน์หลักฐาน มีสายการบังคับบัญชาขึ้นตรงกับกองบัญชาการตำรวจภูธร อันเป็นปัญหาทั้งทางด้านการสรรหาคนเข้ามาปฏิบัติงาน การพัฒนาบุคลากร การรักษาไว้ซึ่งบุคลากรที่จะปฏิบัติงาน เนื่องมาจากการขาดขวัญและกำลังใจ ความก้าวหน้าในชีวิตราชการต่ำ อันเป็นปัญหาเกี่ยวกับระบบการบริหารงานบุคคลและองค์การโดยตรง จึงได้มีการปรับปรุงโครงสร้าง โดยรวมเอาหน่วยงานวิทยาการตำรวจในส่วนกลางและภูมิภาคไว้ด้วยกัน จัดตั้งเป็น “สำนักงานวิทยาการตำรวจ” ตามพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทย (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2535 โดยแบ่งส่วนราชการเป็น 7 กองบังคับการ ดังนี้.
- กองบังคับการอำนวยการ
- กองพิสูจน์หลักฐาน
- กองทะเบียนประวัติอาชญากร
- กองวิทยาการภาค 1
- กองวิทยาการภาค 2
- กองวิทยาการภาค 3
- กองวิทยาการภาค 4
ต่อมามีพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2548
และกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการเป็นกองบังคับการ หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2548 ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2548 ให้กองทะเบียนประวัติอาชญากร เป็นกองบังคับการที่อยู่ในสังกัด สำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยแบ่งส่วนราชการระดับกองบังคับการ 4 กองบังคับการ ดังนี้
- กองตำรวจสื่อสาร
- กองทะเบียนประวัติอาชญากร
- ศูนย์ตรวจสอบและวิเคราะห์การกระทำผิดทางเทคโนโลย
- ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศกลาง
โดยกองทะเบียนประวัติอาชญากร แบ่งส่วนราชการระดับกองกำกับการ 7 กองกำกับการ ดังนี้
- งานอำนวยการ
- ฝ่ายทะเบียนประวัติอาชญากร 1
- ฝ่ายทะเบียนประวัติอาชญากร 2
- ฝ่ายทะเบียนประวัติอาชญากร 3
- ฝ่ายทะเบียนประวัติอาชญากร 4
- ฝ่ายทะเบียนประวัติอาชญากร 5
- กลุ่มงานผู้เชี่ยวชาญ
ต่อมามีพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2552
และกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการเป็นกองบังคับการ หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2552 ลงวันที่ 7 กันยายน 2552 ให้กองทะเบียนประวัติอาชญากร เป็นกองบังคับการที่อยู่ในสังกัด สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ โดยแบ่งส่วนราชการ ดังนี้
- กองบังคับการอำนวยการ
- สถาบันฝึกอบรมและวิจัยนิติวิทยาศาสตร์
- กองทะเบียนประวัติอาชญากร
- กองพิสูจน์หลักฐานกลาง
- ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 1
- ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 2
- ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 3
- ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 4
- ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 5
- ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 6
- ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 7
- ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 8
- ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 9
- ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 10
อุปกรณ์ที่เคยใช้งานในอดีต & ภาพในอดีต
คลังภาพ

Picasso On MAC G1

Picasso On MAC G1

ภาพเปรียบเทียบใบหน้าและภาพสเก็ตช์ของคนร้ายจากโปรแกรม Picasso

ภาพเปรียบเทียบใบหน้าและภาพสเก็ตช์ของคนร้ายจากโปรแกรม Picasso

MAMIYA RB67
กล้อง MAMIYA RB67เป็นกล้องสะท้อนภาพเลนส์เดี่ยวขนาดกลางซึ่งถูกผลิตโดยบริษัท MAMIYA และจำหน่ายในปี พ.ศ.2513 นำมาใช้ในราชการเมื่อปี พ.ศ.2523

PENTAX K1000
กล้อง pentax k1000 เคยเป็นกล้องที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ถูกผลิตอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ พ.ศ.2519 จนถึง พ.ศ.2540 นำมาใช้ในราชการเมื่อปี พ.ศ.2539

ANNIVERSARY SPEED GRAPHIC
กล้องรุ่นนี้ถูกผลิตในช่วงปี พ.ศ.2483 ถึง พ.ศ.2490 นำมาใช้ในราชการเมื่อปี พ.ศ.2511

BRONICA
กล้อง Bronica เป็นกล้องสัญชาติญี่ปุ่น ซึ่งเป็นกล้องฟิล์มขนาดกลาง ปรากฏเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2501 นำมาใช้ในราชการเมื่อปี พ.ศ.2530

Bell & Howell slide projectors
เครื่องฉายแผ่นสไลด์

Graflex GraphicView II
Graflex GraphicView II เป็นกล้องสตูดิโอแบบรางเดี่ยว ผลิตเมื่อปี พ.ศ.2492 ถูกนำมาใช้ในราชการเมื่อปี พ.ศ.2504

ภาพสเก็ตช์ด้วยดินสอและภาพสเก็ตช์ด้วย Photoshop